NIA ผนึกกำลัง จุฬาฯ ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่ Precision Hospitality ด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมคิกออฟงานสัมมนาใหญ่ “Beyond Relaxation”

NIA ผนึกกำลัง จุฬาฯ ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่ Precision Hospitality ด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมคิกออฟงานสัมมนาใหญ่ “Beyond Relaxation”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยให้สามารถก้าวสู่เวทีโลก ภายในงานสัมมนาและสร้างเครือข่ายระดับชาติภายใต้หัวข้อ “Beyond Relaxation : นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” โดยมุ่งเป้าในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสุขภาพไทยจากบริการที่เน้นเพียงความผ่อนคลายสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ด้วยการพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Validation) ที่วัดผลได้จริง ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า จากข้อมูลของ Global Wellness Institute (GWI) พบว่าอุตสาหกรรมเวลเนสของโลกกำลังยกระดับจาก “ความเชื่อและภูมิปัญญา” ไปสู่ “หลักฐานเชิงประจักษ์” ลูกค้าจะไม่จ่ายเงินแพง ๆ เพียงเพราะเรารับปากว่า พวกเขาจะสุขภาพดีขึ้น แต่พวกเขาจะจ่ายเมื่อเรามี “ตัวเลข” มาพิสูจน์ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยจึงควรมุ่งนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ด้วยชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ สามารถวัดผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้เครื่องวัด HRV (Heart Rate Variability) วัดความเครียดก่อนและหลังทำสปา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ระบบประสาทผ่อนคลายลงได้ถึงร้อยละ 30 ทันที

ซึ่งจะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมนั้น จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจาก “การขายบริการครั้งเดียว” เป็น “การดูแลต่อเนื่อง” ผ่านการส่ง Smart Wearable ให้ลูกค้าใส่กลับบ้าน ติดตามผลผ่านแอปฯ และส่งวิตามินปรุงเฉพาะบุคคลไปให้ทั่วโลก หรือที่เราต้องทำให้เกิด Invisible Tech, Visible Results เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง จะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนอยู่เบื้องหน้า ทั้งนี้ หากเรานำวิทยาศาสตร์และการแพทย์เข้าไปสวมทับภูมิปัญญาและรีสอร์ตระดับโลกของเรา เราจะกลายเป็น “Precision Hospitality” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ยุโรปหรือสิงคโปร์ก็เลียนแบบไม่ได้ เพื่อมุ่งสู่ High-Tech Diagnostics wrapped in High-Touch Hospitality หรือการวินิจฉัยที่แม่นยำล้ำสมัยห่อหุ้มด้วยการบริการที่ลึกซึ้งเหนือระดับ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาวะหรือ Welless เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและการขยายตัวสูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.32 ต่อปี ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของตลาด Wellness ในเอเชียแปซิฟิก และอันดับ ที่ 24 ของโลกด้วยมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจุดแข็งชัดเจนในด้าน Wellness Tourism, Healthy Eating & Nutrition และ Personal Care & Beauty จากความได้เปรียบทางด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยที่ผ่านมา NIA ดำเนินงานภายใต้บทบาท ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” หรือ Focal Conductor ที่พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง และเป็นระบบที่เปิดกว้าง (Open Ecosystem) ได้ดำเนินงานผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ Groom Grant Growth และ Global จึงได้มุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรม Wellness ไทยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายนวัตกรรมเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่

1) การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม

2) การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้านเวลเนส

3) การขับเคลื่อนผ่าน Thailand Innovation Hubs และ

4) การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างบริการให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างความแตกต่างที่มีมูลค่าสูง ต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเสมือนเครื่องยนต์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ที่มีความเป็นนวัตกรรมและก้าวกระโดดได้เป็นอย่างดี ผ่านเครือข่ายที่เข้มแข็งและระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยได้เดินทางมาถึง “จุดเปลี่ยน” ที่แม้ว่าเราจะได้รับการยอมรับระดับโลกในเรื่อง Hospitality และการบริการด้าน Relaxation แต่การจะก้าวไปสู่ตลาด Medical & Longevity Wellness ที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัวนั้น ไม่สามารถใช้แค่ “ความรู้สึก” เป็นจุดขายได้อีกต่อไป โดยเฉพาะลูกค้ายุคใหม่ (เช่น กลุ่ม High-Net Worth) ที่ต้องการผลลัพธ์ซึ่งจับต้องได้ พวกเขาต้องการเห็นผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์ (elless ROI) ซึ่งจุฬาฯ มีความพร้อมในการเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชน โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบทางคลินิก และผลักดันสู่ความสำเร็จทางธุรกิจภายใต้แนวคิด From Bench to Bedside to Business เราจะทำ Fast-Track Scientfic Validation เพื่อเปลี่ยนคำว่า “รู้สึกดีขึ้น” ให้เป็น “ผลลัพธ์ทางคลินิกที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” นี่คือ การสร้างปรากฏการณ์ High-Touch meets High-Tech โดยผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม มาให้ข้อมูลแนวโน้มที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเวลเนสของไทย ให้สามารถสร้างความสามารถทางการแข่งขันแบบใหม่ในเวทีโลก ด้วยการนำจุดแข็งที่หลากหลายของระบบการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสของไทย ทั้งด้านความเป็นที่หนึ่งของการให้บริการด้านเวลเนสในระดับภูมิภาค ความพร้อมของระบบสนับสนุน Medical hub ของไทย รวมถึงทิศทางการจัดสรรงบประมาณและนโยบายระดับชาติ ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรม

ซึ่งในงานนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คุณกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด และนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนสคลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นวิทยากร

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างยั่งยืน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณถึงวงการธุรกิจสุขภาพและนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวทะยานสู่ยุคใหม่ ยุคที่นวัตกรรมและ วิทยาศาสตร์ จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างผลกำไรระดับสูงและความสำเร็จที่ยั่งยืนบนเวทีโลก

Loading

Share this post


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า